2009/Nov/02

     คุณคิดยังไงกับคำว่า "เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด" ??

     สำหรับบางคน อาจเคยพูดว่า ""ก็อยากเป็นตัวของตัวเองอ่ะ"

     สำหรับผู้ใหญ่บางคน อาจเคยได้ยินจากลูกหลานที่สั่งสอนว่า "ก็อยากเป็นตัวของตัวเองอ่ะ"

     ตัวผมน่ะนะ เคยคิดคำนี้อยู่ในหัวเมื่อนานมาแล้ว และเมื่อไม่นานมานี้(ก็นานอยู่นะ) จู่ๆผมก็คิดว่า "ทำไมโลกนี้มันถึงมีคนเห็นแก่ตัววะ ?" และ "ทำไมคนบางคนมันถึงทำเรื่องเหี้ยๆ ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่ดี มันเดือดร้อนคนอื่น" นึกไปนึกมาถึงเรื่อง"สันดานของมนุษย์" แต่วันนี้ผมจะไม่พูดถึงเรื่องนั้น แต่จะข้ามไปตรงที่ว่า ไอ่คำว่า "ก็อยากเป็นตัวของตัวเองอ่ะ" จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ ?

     ผมเคยพูดบางอย่าง กับบางคน ว่า "ทำไมมึงไม่ทำแบบนี้วะ มึงก็รู้อยู่ว่าทำแบบนั้นมันไม่ดี" อีกฝ่ายก็ตอบว่า "กูก็รู้นะ ว่ามันไม่ดี แต่ถ้ากูทำแบบนี้ มันก็ไม่ใช่ตัวกูน่ะสิ กูอยากเป็นตัวของกูเอง" ผมฟังแล้วก็ได้แต่อึ้ง... ไม่รู้ว่าเอาอวัยวะส่วนไหนในร่างกายคิด หรือไปถาม Akinator มา

     "มึงคิดได้ยังไงครับ? ไอ่การทำสิ่งที่ดี ทั้งๆที่รู้ว่าดีด้วย ว่า มันคือการเลียนแบบคนอื่น ซึ่งมึงไม่อยากเลียนแบบ มึงไม่อยากเหมือนคนอื่น มึงอยากมีความเป็นตัวของตัวเอง (แบบเหี้ยๆ)"

     ในความคิดของผมนะ ไอ่การที่มีโฆษณาหรืออะไรก็ตามที่บอกว่า "เป็นตัวของตัวเอง" ผมว่าเค้าคงพูดไม่ละเอียดพอ คนโง่ๆสมัยนี้มันเยอะ(หรือไม่ก็พวกฉลาดแกมโกง) ผมว่าเค้าควรจะบอกว่า "เป็นตัวของตัวเอง อย่าเลียนแบบใคร ในเรื่องชั่วๆ" มากกว่า...

     การเลียนแบบคนอื่น ในเรื่องที่มันดี เป็นประโยชน์กับตัวเอง กับคนอื่น มันไม่ดีตรงไหนวะ ? กูไม่เข้าใจ ไอ่เป็นตัว(เหี้ย)ของตัว(มึง)เอง เนี่ย มันดีตรงไหนวะ ?

     ผมว่ามันคงดี ดีสำหรับพวกที่ขี้เกียจ เห็นแก่ตัว แต่เอาคำพูดว่า "ก็กูอยากทำแบบนี้อ่ะ ใครจะทำไม ก็กูเป็นตัวของกูเอง แล้วใครจะทำไม" มาอ้าง ก็แค่นั้น

     ทุกครั้งที่ผมได้ยินประโยคนี้จากใครก็ตาม ผมแทบอยากจะเอาส้นติงหมีไปเกาหน้าซักสามที แล้วบอกว่า "ไปตายซะเดี๋ยวนี้เลยไป ตายห่าในแบบของตัวเองสิครับ จะได้ไม่ซ้ำใคร อยู่ไปก็เสี่ยงต่อการกระทำที่ไปเหมือนคนอื่นปล่าวๆ หายใจเหมือนคนอื่น แดกข้าวเหมือนคนอื่น นอนเหมือนคนอื่น รกโลกเหมือนบางคนด้วย!!!"

     การทำอะไรที่มันดี ไม่จำเป็นหรอกนะที่ว่าห้ามซ้ำกับคนอื่น เพราะคนทำเหี้ยที่มีวิธีไม่เหมือนคนอื่น ยังไงมันก็ไม่ได้เศษขี้ตีนเล็บขบของคนทำดีที่ซ้ำกับคนอื่นหรอก

     ความเป็นตัวของตัวเอง คือ ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร เห็นใครมี เราไม่จำเป็นต้องมีเหมือนเค้า ทำอะไรก็ทำ ความสุขของเรา โดยที่ไม่ได้อยู่บนความทุกข์ของคนอื่น !!!

     อาจจะมีบางคนที่ทำเหี้ยอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร และกลับคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำเหี้ยๆนั้นน่ะดีแล้ว เรื่องนี้มันหาคนเตือนยากครับ แต่ถ้ามีคนเตือนแล้วยังไม่ฟัง ก็สำเหนียกตัวเองไว้เถอะ ว่ามึงไม่มีทางได้ดีหรอก (คำว่าไม่ได้ดี คือชีวิตไม่มีความสุข ต่อให้รวยมีตัง มันก็เท่านั้น มีตังแต่ไม่มีความสุข ไม่เชื่อก็รอดูต่อไป)

       ยกตัวอย่างให้กรณีนึง ว่าทำไมบางคนถึงคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำ มันดีต่อคนอื่น ทั้งที่จริงๆแล้วมันเหี้ย

     นายA เห็นนายB ไม่มีตัง อยากช่วยนายB โดยบอกนายB ว่า "เฮ้ย B มาขายยา(เสพย์ติด)กะกูดีกว่า ได้ตังเยอะเลยนะ งานสบายด้วย แปปเดียวก็ได้แล้ว ลองทำดูซักครั้งแล้วถ้าอยากเลิกก็เลิกได้"

     นี่แหละ หนึ่งในตัวอย่าง นายA อาจจะไม่ได้คิดว่าการขายยาเป็นเรื่องไม่ดี ไม่ได้คิดว่าเป็นการทำร้ายและทำลายผู้ซื้อคนอื่น คิดแต่ว่าตัวเองได้ตัง งานสบาย และอยากให้นายB ที่เป็นเพื่อนตัวเองนั้น สบายเหมือนตัวเอง (ณ แค่ตอนนั้น)

     เพราะคนมันมีความคิดแบบนายA โลกเรามันถึงได้เน่าเฟะลงเรื่อยๆ คิดอะไรง่ายๆตื้นๆ รักสบายเกินเหตุ ขี้เกียจ... ถ้านายB ถูกจับล่ะ นายA จะทำยังไง? ต่อให้ไม่ถูกจับล่ะ จะมีเด็กหรือวัยรุ่นหรือใครก็ตาม กี่คน? ที่จะต้องได้รับโทษของยา ? นายA อาจจะพูดได้ว่า "ก็เรื่องของมันสิ ไม่ได้บังคับให้มันซื้อนี่นา มันอยากซื้อเอง ต่อให้มันไม่ซื้อกับเรา มันก็ไปซื้อกับคนอื่นอยู่ดี" (ส้นตีนได้อีกเนอะ... แต่มันมีคนประเภทที่อ้างแถๆแบบนี้จริงๆ)

     อนาถใจครับ สมเพชจริงๆกับคนแบบนี้ นี่เป็นแค่กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนนะครับ มันมีอีกหลายกรณีที่อาจไม่ชัดเท่านี้ แล้วลองคิดดูสิ ชัดขนาดนี้ มันยังแถได้แบบนี้ แล้วถ้าไม่ชัดเจน มันคงแถสีข้างถลอกสองด้านเลยมั๊ง

     "ไอ่พวกบัวเต่าถุย" มันช่วยยังไงก็ช่วยไม่ได้แล้วมั๊ง ขนาดเต่ามันยังถุยออกมาเลย...

 

ปล.ผมก็ไม่คิดว่าผมดีเลิศประเสริญศรีอะไรหรอกนะ เพียงแต่อยากให้ข้อคิดกับบางคน ถ้าใครคิดได้ ได้ประโยชน์ ก็ดีครับ แต่ถ้าอ่านแล้วไม่เห็นด้วยอะไร อยากจะด่า ก็ด่าทิ้งไว้เลย ยังไงก็ขอบคุณที่ทนอ่านจนจบ

2008/Oct/10

ตอนแรกว่าจะทิ้งที่นี่ไปแล้ว แต่ว่าได้รับแรงบรรดาลใจบางอย่างทำให้กลับมาเขียนใหม่

ส่วนหนึ่งคือตั้งแต่มาอยู่ต่างประเทศ รู้สึกว่าภาษาไทยของตัวเองห่วยลงอย่างแรง คือแบบ... เวลาพูดปะกิด มันยังไม่โปรพอที่จะใช้คำได้ลึกซึ้ง หรืออธิบายอะไรได้มากๆ ทำให้หัวสมองมันประมวลผลออกมาแต่ในรูปแบบประโยคง่ายๆ และแบบการพูดก็จะออกมาแนวง่ายๆเรียบๆ แบบว่าสื่อสารเข้าใจได้เป็นพอ เพราะคนที่คุยด้วย(ที่ไม่ใช่ฝรั่ง)ก็ฟังเราไม่ค่อยจะเข้าใจ เลยต้องเอาง่ายๆไว้ก่อน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโง่ลง เหมือนกราฟหุ้นตก ร่วงกราวๆ

(แค่จากย่อหน้าข้างบน ก็เห็นแล้วว่า ใช้คำว่า "ง่าย" และ "ว่า" ได้แบบสิ้นเปลืองไม่เกรงใจโลกร้อนเลย)

 

อยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับจิตใจคนต่อ (ในรูปแบบมองโลกในแง่ร้าย [ของผมเอง] หรือในรูปแบบความเป็นจริงก็ไม่รู้)

 

ช่วงนี้กลับมาคิดอีกแล้ว (เว้าซื่อๆคือคิดมากน่ะแหละ) หลังจากที่ผ่านมา ใช้คำว่า "ช่างแม่ง" มานาน

จริงๆเรื่องนี้เคยคิดไปแล้ว แต่ช่วงนี้ได้เจอคนรอบๆตัว อารมณ์ประมาณว่า "ไม่จริงอ่ะ กูอ่ะคนดีนะเว้ย ไม่เคยหวังผล" ผมเลยได้แต่กลืนสิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ลงคอผ่านลูกกระเดือก แล้วไปเก็บไว้ที่ไส้ติ่งมานานจนมันอักเสบ ก็เลยต้องเอาออก... ซะที

"การที่คนเราจะทำอะไรซักอย่าง อะไรมันคือปัจจัยและแรงผลักดันให้ทำวะ??" (ไม่ได้หมายถึง ปัจจัย=เงิน นะ)

 

สำหรับตัวผมเองนั้น คิดไปคิดมาแล้ว มันก็คงไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า "ผลประโยชน์" หรอกมั๊งครับ

บางคนอาจจะเถียงส้นตีนติดคอเลยก็ได้ว่า "ไม่จริง มันก็ต้องมีคนดีๆที่ไม่คิดถึงผลประโยชน์บ้างสิวะ มึงง่ะ มองโลกในแง่ร้าย" หรือไม่ก็ "อย่าเอาความเลวตัวเอง ไปเทียบกับคนอื่นดิ" (อ่าว.. โดนแดกผลักอีก)

ใช่ครับ ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายมากๆก็จริง แต่ผมจะอธิบายให้ฟัง...

 

ผมจะไม่อธิบายตัวอย่างที่เปนกรณีชัดๆนะครับ เช่น คนเราทำงานเพื่อเงิน หรือว่า แอบถ่ายเพราะว่าเขาเป็นดารา!? อันนี้มันตรงตัวเห็นๆอยู่แล้ว ว่าทำไปเพื่ออะไร

 

ตัวอย่าง... ครับ

เคยได้ยินมั๊ยครับ ประโยคในละครน้ำเน่าหลังข่าว ประมาณว่า "ชั้นยอมตายเพื่อเธอได้" (กูจะอ้วก)

ครับ ดูจากผิวเผิน ฟังผ่านๆเข้าหูซ้ายเลี้ยวขวายูเทิร์นแล้วหักขวาอีกทีจนทะลุหูขวาแล้ว เหมือนกับว่าผู้พูดนั้น เป็นผู้มีความเสียสละมาก ยอมตายเพื่อคนที่เค้ารัก (ช่างเป็นยอดชายในฝันเสียนี่กระไร)

ทีนี้เราลองย้อนมาดูกฎของแรงโน้มถ่วงครับ(เกี่ยวไรวะ?) ว่า "ใคร...ทำอะไร แล้วใคร...ได้อะไร"

สมมติว่าผู้พูด=นายA ,แล้ว คนรักของนายA= นางB

นาย A บอกว่า ยอมตายแทนได้ เพื่อ? ก็เพื่อให้ นางB มีชีวิตอยู่ต่อไป

แล้วใครได้ผลประโยชน์จากละครน้ำเน่าครั้งนี้ครับ? ผมยกสองเท้าหน้าพร้อมเล็บขบและจมูกเล็บอีกสามนิ้วตอบอย่างมั่นใจเลยว่า "นายA ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง!!!" ส่วนนางB อาจจะไม่ได้ก็ได้...

อาจจะมีคนถามว่าทำไมล่ะ? ถ้านายAม่องเท่ง เด๊ดสะมอเร่ไป แล้วมันจะได้อะไรวะ?...  ลองดูสมการด้านล่างครับ

นาย A ตายเพื่อให้ นางB อยู่ต่อ = นาย A "สุขใจ"ที่ทำเพื่อ นางB เพราะ A รัก B = นายA ได้ไป 1 แต้มครับ

นาย A สุขใจที่ทำเพื่อ นาง B = นาย A "ต้องการให้" นาง B มีความสุขในการมีชีวิตอยู่ต่อไป = นาย Aได้อีก 1

 แต่...นาง B อาจจะได้ 1 , 0 หรือ ติดลบ เพราะ

ถ้า นางB จะได้ 1 แต้ม เหตุผลจะต้องเป็น "นางBดีใจที่นาย Aตายเพราะจะได้มีกิ๊กใหม่"

ถ้า นางB จะได้ 0 แต้ม เหตุผลเพราะ "นางBมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เหลือ แต่ไม่มีนายA หักล้างกันเหลือ 0"

ถ้า นางB จะได้ -1 แต้ม เหตุผลน่าจะเพราะ "นางB เสีย นายA พูดง่ายๆคือ อาจจะ เฉาตาย ครับ"

 

 

จากแต้มที่ออก (ซึ่งผมไม่รู้ถึงสภาวะหลังการตายว่าเป็นยังไง นายA อาจจะทุกข์ก็ได้ แต่ผมดูจากความจริงที่เห็นอยู่ตอนนี้เท่านั้น) นายA ได้ 2 แต้ม แต่ นางB เนี่ย แล้วแต่เหตุการณ์ และความคิดของ นางB เอง

 แต่ความจริงแล้ว กรณี นางB จะได้หรือไม่ได้ มันไม่ใช่ประเด็นครับ เหตุผลที่ยกมาอาจจะไม่ใช่ (แค่ขำๆ) เพราะที่จะมองกันอยู่ตอนนี้คือ ฝ่าย นายA

 

ตัวอย่างอีกอัน...

คนที่คอยช่วยเหลือผู้อื่น คนพวกนี้ บอกว่าทำแล้วไม่หวังผล...

ผมเถียงหัวสิวแตก ลูกกระเดือกแหกเลยครับ ถ้าไม่หวังผล แล้วจะทำ ไปทำไม?

ช่วยเหลือคนอื่น เพื่อให้คนอื่นพ้นจากความลำบาก แล้วคนช่วย ก็ได้ความสบายใจไป

เพราะฉะนั้นจะได้สมการ การช่วยเหลือผู้อื่น = ความสบายใจของผู้ช่วย (กรณีนี้ผู้ที่ช่วยได้แน่นอน)

ส่วนผู้ที่ถูกช่วย จะได้อะไรหรือไม่ได้ ผมไม่พูดถึง เพราะไม่ใช่ประเด็น (เช่นเคย)

 

ทีนี้คงพอจะเห็นคร่าวๆแล้วนะครับว่า มนุษย์เราทำอะไรหวังผลทุกอย่างแหละ (ผลประโยชน์ ไม่เท่ากับ เงินนะจ๊ะ)

คนดีกับคนไม่ดี ไม่ได้วัดที่ว่า ใครทำหวังผลหรือไม่หวังผล เพราะจากความจริงแล้ว มนุษย์ทำเพื่อหวังผลแหละ

แต่คนดีกับคนไม่ดี วัดกันที่ว่า ผลที่หวังนั้น หวังกลับมาในรูปแบบไหน ซึ่งมันยากที่จะแยก(ไม่งั้นไลค์กับLจะทะเลาะงอนง้อกันทำไม) มันอยู่ที่มุมมองของคน ใครเป็นแบบไหน ก็จะเข้าใจแบบนั้น ใครไม่เป็น ก็จะไม่รู้

 จากประโยคสองประโยคข้างบนจะได้สมการว่า

การตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี = มุมมองของแต่ละคน+คนส่วนใหญ่ (คนส่วนใหญ่=คิดว่าโลกแบน)

 

เริ่มออกนอกเรื่องละ พอก่อนดีกว่า ไว้วันหลังค่อยเขียนต่อ 

สรุปครับ...(ดื้อๆเลย)

ผมไม่เคยบอกใครเลยว่า ผมเป็นคนดี แต่ผมว่าตัวผมก็ไม่ได้ทำอะไรที่เหี้ยขนาดว่าเป็นคนเลว เพราะ...

คนเราทุกคนเห็นแก่ตัวครับ เพราะว่าเราคือ "มนุษย์ ที่หวังผลจากการกระทำ" ( present tense )

2007/Jun/12

วันนี้มาเข้าการวิเคราะห์ตัวเองกันดีกว่า

เหตุผลก้อเพื่อ บางคนอาจจะนำไปคิดและปรับปรุงตัวเองได้ (อารมณ์ประมาณว่าหวังดีกับทุกคนในโลกครับ หรือพูดแบบบางคน "รักทุกคนครับ")

เข้าเรื่องเลยดีกว่า ไอ่การวิเคราะห์ความบิดเบี้ยวในจิตใจของตัวเองเนี่ย มันก้อคล้ายๆกันการดูคนอื่นแหละครับ แต่จะค่อนข้างยากกว่า เนื่องจากว่า คนๆนั้นต้องสามารถยอมรับ"ความจิง"ในทุกๆเรื่องได้ และมีความ"เปนกลาง"ใน"จิตใจ"ตัวเอง ซึ่งมันยากนะ กับการที่จะมองเปนกลาง คนส่วนใหญ่แค่มองคนอื่น ก้อจะเอาอารมณ์มาเปนตัวตัดสินแล้ว ยิ่งมองตัวเองยิ่งแล้วใหญ่ บางคนอาจจะบอกว่า "โห่ กูไม่เหนมองตัวเองในแง่ดีเลย กูน่ะมองข้อเสียตัวเองได้" ปล่าวเลยครับ มันอาจจะเปนกรณีที่คุณนั้นมีความมบิดเบี้ยวในจิตใจของด้านการมองตัวเองก้อได้ อาจจะเก็บกดมาจากวัยเด็ก (ซึ่งผมไม่พูดถึงนะครับ ขอกลับไปเรื่องเดิมละกัน) เพราะฉะนั้นเนี่ย มันก้อน้อยคนจิงๆที่จะสามารถมองได้จิงแค่ไหน? แต่... ถ้าคุณเปนคนมองตัวเองในแง่ลบ แล้วพยายามจะแก้ไขให้ดีขึ้น มันก้อดีครับ ไม่ใช่ว่านั่งคิดมันทั้งวัน "โอยย..กูมันเหี้ย กูมันไม่ดี ไม่มีอะไรดีเลย ตายดีกว่า มีแต่คนว่า มีแต่คนดูถูก" ถ้าคุณคิดแบบนี้ ใช่ครับ มันเปนความบิดเบี้ยวในจิตใจของคุณ ถ้าคุณได้มาอ่าน แล้วกรณีนี้คือคุณล่ะก้อ น่าจะคิดได้แล้วนะครับ ว่าควรทำอย่างไร ไม่ใช่เอาแต่ประชดโลกไปตลอด ถ้าคุณไม่เชื่อที่ผมบอกละก้อ ปิดไปเถอะครับ แล้วก้อไม่ต้องมาอ่านอีกเลยจะดีกว่า ผมไม่อยากเตือนคนที่ไม่เชื่อผม เบื่อมากๆเลย

วันนี้ผมจะยกตัวอย่างความบิดเบี้ยวในจิตใจของ"ผม" และสาเหตุให้อ่าน

1.ดื้อครับ ค่อนข้างต่อต้านโลก ใครทำอะไร กูต้องทำต่าง จะเหมือนใครไม่ได้ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มันเปนสันดานของผมไปซะแล้วล่ะ แก้ไม่ได้ครับ แต่พยายามกดมันเอาไว้ ผมเชื่อครับว่า คนเรามีสันดานที่ไม่ดีทั้งนั้น ทั้งสันดานมนุษย์ หรือสันดานที่เกิดขึ้นจากความบิดเบี้ยวของจิตใจก้อตาม จะเรียกว่าคนได้นั้น ต้องสามารถแยกแยะได้ ว่าอะไรถูกและผิด และสามารถควบคุมสิ่งที่ไม่ดีของตัวไว้ให้ได้

สาเหตุครับ... ตั้งแต่เด็ก ผมถูกแม่ผมบังคับทุกอย่าง ไม่สิ... แทบจะทุกอย่างเลย แต่... ผมไม่โทษแม่ผมนะครับ ต้องโทษ"ตัวผมเอง"ที่เปนแบบนี้ ที่ความคิดเปลี่ยนไปแบบนี้ แม่ผมหวังดี อยากให้ผมสุขภาพดี บังคับให้กินผัก เพราะว่าเด็กส่วนใหญ่จะไม่ชอบรสชาติของผัก แม่จึงต้องบังคับ ผมเข้าใจครับ ทุกอย่างที่แม่ผมทำ ล้วน"หวังดี"กับผมทั้งนั้น ผมรู้ครับ แต่ด้วยความบิดเบี้ยวตรงนี้ มันยิ่งทำให้เลยเถิด แต่ที่ผมเปนแบบทุกวันนี้ ก้อไม่เคยคิดอยากย้อนเวลา หรือกลับไปแก้อะไรนะ เพราะถ้าเชื่อแม่ตลอด ผมอาจจะคิดอะไรเองไม่เปนเลยก้อได้ แม่อาจจะต้องมานั่งดูแล และคอยบังคับผมไปตลอดชีวิตก้อได้ ตอนนี้ถึงผมจะมีความบิดเบี้ยวตรงนี้ แต่ผมก้อพยายามข่มมันเอาไว้ แต่จะปิดมันทิ้งไปเลย ถ้าเพื่อแม่

2.เอาอีกซักอย่างละกันนะ ให้ดูเปนแนวทาง ไม่อยากเผาตัวเองมาก ก้อคือ ผมไม่ชอบคนจุกจิกครับ ค่อนข่างแอนตี้เลยแหละ ประมาณว่าถามๆๆ ถามจุดเล็กจุดน้อย ถามเรื่องเดิมๆ ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก คำตอบมันก้อเหมือนเดิม ไม่เข้าใจว่าจะถามมาทำไม แล้วโดยเฉพาะคนที่ชอบ"จับผิด"เนี่ย อย่าให้รู้ครับ บ๊ายบายลูกเดียว ไม่เชื่อใจจะมาคุยทำไมให้เสียเวลา

สาเหตุครับ เช่นเดิมครับ เพราะแม่ ชีวิตวัยเด็กผมนั้นใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับแม่ ต้องเรียกว่าจนถึงช่วงวัยเก(ย์?)เลยก้อได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจ สาเหตุก้อจะมาจากแม่ซะส่วนใหญ่ แต่ก้อเช่นเดิมครับ ไม่โทษแม่ เพราะแต่เด็กนั้น ผมค่อนข้างซน และตามประสาเด็ก "ไม่กล้ารับผิด" ต่อให้จับได้คาหนังยังไง ก้อจะส่ายหัวยัน ใช้ความเปนเด็ก หลอกผู้ใหญ่ตามแบบฉบับหนังไทย(รึปล่าว?ไม่ได้ดู)ครับ By the way,แม่ผมจึงพยายามถามคำถามซักไซร้ เพื่อให้ผม"ยอมรับผิด"ให้ได้ พูดจากดดันทุกวิถีทาง พูดให้รู้สึกผิด ต่างๆนาๆ แต่ก้อเพราะตัวผมเองนั่นแหละ ดื้อนัก ตัวเองเลยเปนแบบนี เมื่อโตขึ้น ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ดื้อ และยอมรับผิดชอบสิ่งที่ทำลงไปแล้วก้อตาม ความฝังใจนี้มันก้อจะมีผลไปตลอด ใครที่ถามคำถามเดิมๆซ้ำๆจะสังเกตได้ว่าผมจะค่อนข้างออกอาการ และถ้าคนใกล้ชิดจิงๆ จะรู้ว่า ไม่ควรถามคำถามที่น่าจะรู้คำตอบได้เอง เพราะอีกส่วน พูดตรงๆคือ ผมไม่ชอบคุยกับคนโง่ครับ ไม่ได้ดูถูกนะ เพียงแต่มันเหมือนกับนิสัยไปกันไม่ได้ซะมากกว่า พูดแล้วเหนื่อย ต้องพูดซ้ำหลายที มันจะไปจี้จุดตรงความบิดเบี้ยวในจิตใจของผม เพราะฉะนั้น คนที่ผมเลือกคบ ผมคิดว่าคนนั้นฉลาดครับ เพราะฉะนั้นไอ่คำถามที่รู้คำตอบกันอยู่ แต่ถามไปเพราะหาเรื่องคุยนั้นล่ะก้อ ลืมไปเถอะฮะ ต่อให้นั่งเงียบกันทั้งวัน ก้อไม่เปนไรครับ เพราะผมถือว่าได้อยู่กับคนที่ผมต้องการ จะเงียบไปมันก้อแฮปปี้อยู่ดี ดีกว่ามาจี้ใจดำผมน่ะ เมื่อก่อนผมเคยนั่งกับเพื่อนสนิทของผม โดยที่แทบไม่ได้คุยเลยทั้งวัน ต่างคนต่างนั่ง แต่ก้อยังนั่งด้วยกัน ก้อแฮปปี้ดีครับ ยังไงก้อได้ขอแค่ spend timetogether ,that's enough

ย่อหน้านี้ของระบายเฉยๆครับ เพราะผมมันไม่ใช่คนโรแมนติกที่จะไปกอดแม่แล้วพูดว่ารักแม่ แต่อยากบอกจิงๆเลยว่า "รักแม่ครับ รักแม่มาก ถึงแม้จะเถียงแม่ แต่ก้อรู้ว่าแม่หวังดี จะเอาทุกสิ่งที่แม่สอน ที่แม่เตือนมาคิดตลอด ไม่ทิ้งแน่นอน แม่อาจจะเหนว่าผมเถียงแม่ แต่ที่จิงแล้วผมเชื่อแม่มากที่สุดในโลกครับ แม่บอกให้ผมมาออส ผมไม่อยากมา แต่สุดท้ายมา แล้วได้รู้ว่า มันทำให้ผมคิดอะไรได้มากขึ้น ขอบคุณแม่มาก"

สุดท้ายนี้หวังว่า คนที่อ่านจะได้ข้อคิดอะไรไปบ้าง และฝากทิ้งท้ายไว้ว่า

"เกิดเปนคนต้องรู้จักแยกแยะ"

"และคนที่จะเรียกว่าฉลาดต้องสามารถบังคับตัวเองได้"

"ทั้งร่างกายและจิตใจ"

มีตัวอย่างความบิดเบี้ยวในจิตใจของคนอีกหลายประเภท โอกาสหน้าจะพูดถึงใหม่ละกัน โชคดีครับ ขอให้ทุกคนเปนคนดี รักใคร่ปรองดองกันโดยไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน

2007/Jun/11

ต่อๆจากบทก่อน....

เราก้อจะมาวิเคราะห์กันว่า ทำไม ? บุคคลตัวอย่างนั้น ถึงเปนแบบนี้ ?

มันก้อสามารถวิเคราะห์ออกมาได้หลายทาง แต่ไม่ว่าทางไหน เราก้อไม่รู้หรอก ว่าจิงหรือไม่จิง เราก้อทำได้แค่ตั้งสมมติฐานแค่นั้น แต่นั้นก้ออาจช่วยให้เรา"รับมือกับคนประเภทนี้ได้"

ข้อแรกเนี่ย อาจจะเปนเพราะว่า เปน"ปมด้อย"ของตัวเอง ที่เกิดมาไม่มีอะไรดี เหนคนอื่นเด่นกว่าตัวเองมาตลอด ทั้งๆที่ตัวมันเองอาจจะ"ขี้เกียจ"เองก้อได้ ทำให้ส่วนลึกของจิตใจเกิดความบิดเบี้ยว แล้วมองคนอื่นในแง่ร้าย แรกๆอาจจะแค่อยากเปนเหมือนคนอื่น แต่เปนเพราะตัวเองไม่สามารถทำได้เหมือนคนอื่น ก้อละความพยายาม เปลี่ยนมาเปนการ"ยินดี"เมื่อเหนผู้อื่น"ตกต่ำ" เมื่อกาลเวลาผ่านไป มันไม่ทันใจ ทนรอเวลาไม่ได้ อยากเหนคนอื่นตกต่ำทันที ที่ตนเองให้เปน "จึงเริ่มลงมือ"... แรกๆอาจจะแค่ใช้การเล่าไม่ครบ ตัดตอนบางส่วน ทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิด แต่ผ่านไปก้อยิ่งได้ใจ เริ่มโกหก ใส่สี ใส่ไข่ เพื่อให้ผู้อื่นเดือดร้อน ส่วนตนนั้นก้อนั่งมีความสุขเฝ้าดู

ข้อสองเนี่ย ก้อเหมือนข้อแรกแหละ คิดอย่างอื่นไม่ออก... แต่ว่าเพิ่มหนักขึ้นตรงที่หลีกเลี่ยงการลงมือเอง ไปใช้การ"ยุยง"ผู้อื่นให้แตกแยกกันเอง เปนวิธีการที่ฉลาด แต่ฉลาดในทางที่เหี้ย วิธีนี้จะถูกจับยาก ต่อให้ถูกจับได้ ก้อดิ้นได้ ยอมตัดเพื่อนซักบางส่วนออกเพื่อรักษาส่วนอื่นไว้ได้ ก้ออยู่ที่ว่าคนรอบตัวนั้น จะมีสติแยกแยะถูกผิด มองคนออกได้แค่ไหน.... แต่จากประสบการณ์ของผมครับ 90% โง่ในตอนแรก... แล้วเมื่อเวลาผ่านไป ความจิงมันก้อปรากฎ ก้อจะเริ่มมีผู้ที่กลับตัวกลับใจทัน อาจจะซัก 10-20% แล้วเวลาผ่านไปนาน กลุ่มที่เหลือก้อจะเริ่มเหนน้ำลดตอผุดกันเปนแถวๆ แล้วก้อจะมาสำนึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา ว่า... กูไม่น่าทำแบบนี้ กูไม่น่าเชื่อมันเลย กูเสียเพื่อนดีๆไปหลายคน ไม่น่าเลยกู... แต่ก้อแน่นอนครับ มันก้อต้องมีพวกหน้ามืดตามัวไม่สนใจจะยอมรับความจิง โง่เปนเครื่องมือของมันต่อไป อาจจะซัก 10-15% แล้วก้อจะมีบางส่วนที่เปนสันดานเดียวกัน มีความบิดเบี้ยวในจิตใจคล้ายคลึงกัน ทำให้จับมือเปนพันธมิตรกันไปในที่สุด และพยายามหาเหยื่อมาเปนเครื่องมือ เปนพวกของตนต่อไป

วิธีการจับผิดพวกนี้ มันไม่มีหลักการหรอกครับ มันอยู่ที่เซ๊นส์ของคุณเอง ว่าดีแค่ไหน รู้ทันคน จับทางทัน ดูสีหน้าท่าทางออกได้แค่ไหน ของแบบนี้ มันไม่ใช่ว่าฝึกกันได้นะ ของแบบนี้เปนพรสวรรค์จิงๆ นอกจากว่าคุณจะมีประสบการณ์มากจนจับทางได้ แต่ว่ากว่าคุณจะมีประสบการณ์ขนาดนั้น ก้อจะมีความบิดเบี้ยวในจิตใจของคนสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา ทำให้คุณรับมือไม่ได้เช่นเดิม

ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีหลายคนใช้วิธี "ช่างแม่ง" ไม่อยากเลือกฝ่ายใดทั้งสิ้น อยู่เปนกลางคิดว่าจะดีที่สุด ตัวเองรอดไว้ก่อน แต่บอกไว้ก่อนเลยนะครับ วิธีนี้น่ะ มันดีก้อจิงที่คุณอาจจะคิดว่าไม่มีปัญหากับใคร แต่ที่จิงแล้ว มันทำให้ทั้งสองฝ่าย ลดความเชื่อใจ และไว้ใจคุณลง เปนการ"ดิสเครดิต"ของตัวเองในทางอ้อม คุณควร"เลือก"ซักทางครับ แต่ไม่จำเปนต้องรีบ ใช้วิจารณญาณดีๆ แรกๆอาจจะเปนกลางไปก่อน เมื่อมั่นใจ ก้อเลือกเลยครับ "เพื่อนแท้"ที่"ดีจิง"ที่คุณได้เลือกนั้น จะเข้าใจคุณ และรอคอยการตัดสินใจของคุณได้ ไม่เหมือนกับผู้ที่มีความบิดเบี้ยวในจิตใจ จะใช้วิธี"ตอแหล"สร้างภาพดึงดูดคุณให้ตกหลุมพรางของมันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะถ้าเปนผู้หญิง แล้วคุณเปนผู้ชาย จะค่อนข้างหนักใจ เพราะผู้หญิงจะสร้างภาพให้ตัวเองน่าสงสารได้"ในระดับชำนาญ" ถ้าพวกหน้าม่อ ก้อตกหลุมไปครับ ซึ่งพวกหน้าม่อนี้ ก้อปล่อยให้มันโง่ไปเถอะครับ จิตใจบิดเบี้ยวพอๆกัน

บุคคลประเภทนี้ ทุกวันนี้มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเหมือนดอกเห็ด เพราะเปนสันดานดั้งเดิมของคนไทยครับ ต้องยอมรับ คนที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ก้อจะปล่อยสันดานเหี้ยออกมา เหมือนที่มีคนเคยเปรียบเปรยไว้ว่า

คนฝรั่ง ถ้าเค้าเหนคนอื่นปีนตันไม้ได้สูงกว่าตน

เค้าจะพยายามปีนให้สูงกว่า...

คนไทย ถ้าเหนคนอื่นปีนต้นไม้ได้สูงกว่า

จะพยายามเขย่าต้นไม้ต้นนั้น...

และเมื่อคนนั้นตกลงมา

คนไทยก้อจะยืนหัวเราะซ้ำเติม...

จบแค่นี้ก่อนครับ สำหรับคดีนี้ รอบหน้าจะพูดถึงการวิเคราะห์จิตใจตัวเอง เพื่อการพัฒนาปรับปรุงแก้ไข เพื่อปรับตัวเข้ากับสังคมครับ

ฝากทฤษฎีไว้ข้อนึงครับ ซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าจิง...

"ความไว้ใจคนๆนึง"

แปรค่าตามกับ

"การมองคนนั้นในแง่ใด"

ลองคิดดูนะครับว่าจิงรึปล่าว ถ้าคุณมองใครในแง่ร้ายเท่าไหร่ คุณก้อจะไม่ไว้ใจคนๆนั้นตามกัน แต่ถ้าคุณมองใครแน่แง่ดีมากๆ คุณก้อจะไว้ใจคนๆนั้นมากตาม ลาละครับ

2007/Jun/08

เรื่องมันก้อมีอยู่ว่า อยู่ดีๆวันนึง ก้อคิดถึงมนุษย์ทุกวันนี้ ว่ามันเปนอะไรกัน ทำไมมันถึงได้ตกต่ำลงถึงขนาดนี้ หรือว่าแต่ก่อนเราจิตนาการไว้ดีเกินไป เราก้อเลยมาวิเคราะห์ว่าทำไม เพราะอะไร ทำไมคนเราถึงเปนกันแบบนี้ได้ คิดไปคิดมา ก้อได้ทฤษฎีมาข้อนึง

คนเราเด๋วนี้เนี่ยนะ นับวันมันยิ่งมีความผิดปกติในจิตใจเพิ่มขึ้นกันทุกวี่ทุกวัน สาเหตุมันก้อจะมาจาก ประสบการณ์และเหตุการณ์ที่ได้พบเจอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวัยเด็ก ถึงวัยหนุ่มสาว จากที่เราได้รู้กันว่า ยิ่งโตนิสัยยิ่งเปลี่ยนยาก เพราะฉะนั้น เราก้อจะวิเคราะห์คร่าวๆได้ว่า นิสัยคนเราจะก่อเปนรูปค่อนข้างสมบูรณ์ในวัยเบญจเพศนั่นเอง จากนั้นก้อจะคงรูปนั้นไปตลอดชีวิต หรืออาจเปลี่ยนแปลงบ้าง เพียงเล็กน้อย

จะบอกไว้ว่าก่อนว่าเราไม่ได้เรียนหรือศึกษาตำราด้านจิตวิทยามาก่อน ทุกอย่างมาจากการคิดเอง จากประสบการณ์ที่ได้เจอมา เพราะฉะนั้นมันก้ออาจจะผิดได้ ถ้าใครมาอ่านแล้วหาอะไรมาอ้างอิงขัดได้ ก้อถือว่าช่วยสงเคราะห์ละกันนะ จะได้ตาสว่าง

อ่ะ... ต่อๆ ปัญหานี้ที่ว่า ทำไมคนนี้ถึงนิสัยเปนแบบนี้หรือการกระทำแบบนี้เนี่ย คิดไปแล้ว มันก้อไม่ต่างอะไรกับ ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อน มา... จะอธิบายให้ว่าทำไม

สมมติเราได้นั่งรถผ่านเหนเหตุการณ์นึง ผู้ชายกำลังตบผู้หญิงอยู่ ผู้หญิงก้อกัวจนลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น.... (เลวเนอะ) แว๊บแรก ! แน่นอน ทุกคนต้องมองว่า ผู้ชายไม่ดีแน่ๆ เปนผู้ชายทำไมใช้กำลังกับผู้หญิง แต่... ถ้าลองคิดๆ สมมติว่า คุณมีแฟน แล้วแฟนคุณไปชู้เนี่ย คุณจับได้ จะทำยังไง ... (ไม่อยากนึก แต่ก้อนึกไปแล้วใช่มั๊ยล่ะ) ดีไม่ดี อาจจะไม่ใช่แค่ตบด้วยซ้ำ มีปืนก้อคงชักมายิงเลย ก้อเปนไปได้... ย้อนกลับไปเหตุการณ์เมื่อกี้ที่กำลังพูดถึงอยู่ ถ้าเรารู้มาก่อนล่ะ ว่าทำไมผู้ชายถึงตบผู้หญิง นั่นเปนเพราะผู้หญิงมีชู้ แว๊บแรกเราจะนึกยังไง สมควร ? สมน้ำหน้า ? ทำไว้ก้อต้องรับไปสิ ? ใช่มะ ? แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกล่ะ... ทำไมผู้หญิงถึงไปมีชู้ ? เพราะผู้ชายมีก่อน ? หรือเพราะผู้หญิงมันแรด มันร่านเอง ? เหตุผลพวกนี้ มันสามารถมองย้อนไล่ลงไปได้เรื่อยๆ ไม่มีทางจบเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิด มีผลกับนิสัย ความคิด การกระทำ ของคนเราทั้งนั้น แม้จะเปนแค่เหนมดเดิน แล้วเหนคนเดินเหยียบมด มันก้อจะก่อให้เกิดความรู้สึกอย่างนึงกับจิตใจของเรา ซึ่งผมจะขอเรียกว่า "ความบิดเบี้ยวในจิตใจของมนุษย์" ละกัน

ยกตัวอย่างกันง่ายๆ ลองนึกไปถึงสมัยเด็กๆ เด็กส่วนใหญ่จะค่อนข้างกลัวความมืด ถ้าบางคนกลัวมากๆเข้าล่ะ แล้ววันเกิดไฟดับ เกิดอะไรขึ้น ? (มีคนแอบเอามือไปตบหัว... ไม่ช่ายยย) เด็กคนนั้นก้อจะเกิดความบิดเบี้ยวในจิตใจกัวความมืดไปตลอด แม้จะโตขึ้น ก้อยังกลัวความมืดอยู่ บางคนอาจจะหาย แต่ส่วนใหญ่ไม่ แล้วมันจะติดตัวไปตลอดชีวิต

แค่ตัวอย่างเดียวก้อเหนชัดแล้ว วันๆนึงของคนเรา มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเท่าไหร่ ทั้งเล็กน้อย ทั้งร้ายแรง แล้วปีๆนึงล่ะเท่าไหร่ ? แล้วจนคนเราถึงวัยที่นิสัยก่อตัวสมบูรณ์ล่ะทั้งหมดกี่เรื่อง ? บางคนจะมีอาการหนักไปด้านนึงเลย เช่น กัวความสูง , กัวความมืด , ชอบความรุนแรง บลาๆๆๆ... นี่ยังถือว่าโชคดี แต่ถ้าเกิดความบิดเบี้ยวในจิตใจแบบขัดแย้งกันล่ะ เช่น เปนผู้ชายอยากเปนผู้หญิง (ทุกวันนี้เรื่องนี้ค่อนข้างจะเปนเรื่องธรรมดาไปแล้ว) หรือ เปนคนขี้เกียจ แต่ไม่ชอบถูกบังคับ อันนี้ดูเหมือนจะไม่ร้ายแรง แต่จิงๆแล้วไม่ใช่ เปนคนขี้เกียจ ก้อไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น จะทำได้ก้อต้องมีคนบังคับ แต่ดันเกลียดการถูกบังคับอีก ถ้าถูกบังคับก้อจะฝืนไปทำสิ่งที่ตรงกันข้าม สรุปแล้ว มีแต่แย่กับแย่นั่นเอง และอีกหลายกรณีว่าไป ไว้นึกออกจะมาต่อ

คนเราทุกวันนี้เนี่ย มันมีหลายนิสัยมาก (ทำหยั่งกะเขียนรายงานอยู่เลยแฮะ) บางคนมีความบิดเบี้ยวในใจจุดเล็ก แต่ว่าหลายจุด มันก้อจะส่งผลต่อชีวิตประจำวัน และคนรอบข้าง

วันนี้จะยกตัวอย่างนิสัย 1 แบบ แล้ววิเคราะห์ดูกันดีกว่า ว่าเพราะอะไรทำไมถึงเปนแบบนี้

มีคนอยู่คนนึง (เท่าที่รู้มา มีเยอะนะ คนประเภทนี้) พยายามอยากทำตัวให้โดดเด่น ไม่ชอบเหนใครเด่นหรือดีกว่าตัวเอง ชอบให้คนมาประจบ มาเชลีย มาเยินยอ มาชม และออกแนวหมาหวงก้าง "ถ้ากูไม่ได้ มึงก้อต้องไม่ได้ คนอื่นก้อต้องไม่ได้เหมือนกัน"

คนประเภทนี้เมื่อเล็งใครเปนเป้าแล้ว จะไม่ยอมเลิกจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย คือทำให้คนที่เล็งไว้ "ตกต่ำกว่าตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" วิธีการก้อจะมีหลากหลาย แต่หลักๆก้อจะประมานว่า ทำตัวเองให้ดูน่าสงสาร บางทีโกหก บางทีเล่าไม่หมด เล่าบางส่วนเพื่อบิดเบือนความจิงบางที(ส่วนใหย่)จะใส่ไข่ใส่สีเพิ่มไปด้วย และพวกนี้จะปากแข็งมาก ต่อให้จับได้คาหนังคาเขาแล้ว ก้อยอมรับแค่ครึ่งเดียวยกตัวอย่างประมานว่า คนๆนี้นัดชู้ไปเที่ยว แต่ปรากฎว่าแฟนมันเหน เลยโทไปหยั่งเชิง คนๆนี้ก้อโกหกไปสารพัดว่าอยู่กับแม่กับพ่อ บลาๆๆ ว่าไป พอแฟนบอกว่าเนี่ย เหนเดินกับผู้ชายอื่นอยู่(เพราะเหนอยู่กะตาจิงๆ) ก้อจะยอมรับแค่ครึ่งเดียว แล้วจะพยายามโบ้ยเปลี่ยนเรื่อง หรือย้อนกลับไปหาเรื่องแฟน ยอมรับครึ่งเดียวคือ เพิ่งเจอเพื่อน เพิ่งแยกกับพ่อกับแม่ โบ้ยเปลี่ยนเรื่องก้อจะเปลี่ยนกลับไปเปนฝ่ายถามแทน ย้อนกลับไปหาเรื่องแฟนแทน แล้วทำไมถึงมาอยู่นี่ได้ล่ะ? ไหนบอกจะไปที่นั่นไง? ทำไมมาอยู่นี่ ? โกหกเราใช่มั๊ย ? จากคนที่ตกเปนจำเลย คนพวกนี้จะสามารถดิ้นกลับมาเปนเจ้าทุกข์ได้อย่างง่ายดาย ถ้าเจ้าทุกข์จิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก้อจะถูกโน้มน้าวตามไป จนกลายเปนจำเลยในที่สุด

ส่วนวิธีการทำลายเป้าหมายของคนประเภทนี้นั้น นอกจากที่ได้บอกไว้แล้วนั้น คนๆนี้จะไม่ทำการพูด"ต่อหน้าคนหมู่มาก" จะใช้การไปแอบคุยกับทีละคนอาจจะมากกว่า แต่ส่วนใหย่จะไม่เกิน 3เพราะทุกครั้งที่พูด จะบิดเบือนความจิงไปทุกครั้ง เพราะฉะนั้นจะพูดกับคนหมู่มากไม่ได้ จะใช้วิธีใส่ไฟ ยุแหย่ ให้คนๆนั้นเกลียดเป้าหมายของตน และจะทำทีว่า ตัวมันเองนั้นเปนคนดี ไม่อยากมีเรื่อง อยากให้คุณน่ะช่วยหน่อย และยืมมือคนๆนั้นไปจัดการกับเป้าหมายของตน โดยที่ไม่ต้องลงมือเอง และที่สำคัญ"ไร้หลักฐาน" เพราะว่าถ้ามีการถูกจับได้ ว่าพูดไม่ตรงความจิงกับทุกๆคน คนๆนี้ก้อจะควักไม้ตายออกมาก้อคือ "โบ้ย" หรือถ้าจนแต้มจิงๆก้อจะใช้ "ยอมรับครึ่งเดียว" ถ้าคุณตกเปนเครื่องมือของคนเหล่านี้ ถูกยืมมือไปโจมตีเป้าหมายของมัน พอคุณรู้ว่าใครถูกใครผิด คุณจะกลับไปโวยคนๆนี้หรอ สายไปแล้ว คุณนั่นแหละ จะกลายเปนเป้าหมายของมันต่อไป ข้อหาไม่ยอมร่วมมือ ไปร่วมมือกับเป้าหมายของมัน นี่เปนวิธีการ"โบ้ย" โดยการอ้างว่า คุณนั่นแหละที่พูดโกหก ตัวมันไม่เคยทำอย่างที่คุณพูด คุณเปนคนตลบแตลง ใส่ความคนอื่น บลาๆๆๆ (และคนประเภทนี้ จะสรรหาคำพูดมาด่า เพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นมาได้ทันตา และคนอื่นๆก้อจะ"โง่" ตกเปนเครื่องมือของมันต่อไป)

จากประสบการณ์นั้นได้พบเจอคนๆนึง ในช่วงแรกได้มีการร่วมมือกันเพื่อขับไล่บุคคลหนึ่งออกไป เมื่อดู"เหมือนจะ"สำเร็จแล้วนั้น มันก้อจะหันไปหาเป้าหมายต่อไป เรื่อยๆ ๆ ๆ และในเหตุการ์ครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้ว่า ใคร? ที่เปนเพื่อนผมจิงๆ และใคร? ที่โง่ยอมเปนเครื่องมือของมัน มาบ่อนทำลายผู้อื่น เป้าหมายในครั้งนั้น คือ "ผู้หญิงคนอื่น นอกจากตัวมัน" จนมาถึงตอนนี้แล้ว เรื่องเหมือนจะจบ แต่มันก้อยังไม่จบ ผมได้รู้อะไรลับหลังมากมาย สงครามเยนมันยังไม่จบ มันยังกัดไม่เลิก ตัวผมเองนั้นก้อได้แต่ภาวนาอย่าให้มีใครโง่ไปตกเปนเครื่องมือของมันอีกเลย....

วันนี้พอแค่นี้ก่อน วันหลังจะมาต่อภาคสอง

วิเคราะห์ว่า

ทำไมมันถึงเปนแบบนี้?

และ

เราควรจะทำยังไงกับคนแบบนี้?

ปล.ใครมีอะไรสงสัยหรือต้องการโต้แย้ง ว่ามาได้เลยนะ

อยากฟังความเหนผู้อื่นด้วย